มะเร็งต่อมลูกหมาก
จากการศึกษาแพทย์พบว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มีดังต่อไปนี้
1. อาหาร ถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง หรือไขมันสูง เช่น การรับประทานเนื้อแดงต่อเนื่องนานๆอาจจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
2.อายุ ท่านชายที่มีอายุมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงเนื่องจากฮอร์โมนเพศชายก็จะลดลงตามวัย นั่นหมายความว่ายิ่งสูงวัยยิ่งมีโอกาสเป็นมากกว่าท่านชายที่อายุน้อยกว่า มะเร็งต่อมลูกหมากจะพบกับท่านชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
***หมายเหตุ ท่านชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรมีการตรวจค่า PSA อย่างน้อยปีละครั้ง
3.ประวัติทางพันธุ์กรรม พูดง่ายๆว่าถ้าในครอบครัวหรือพี่น้อง มีคนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก บุคคลนั้นก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าคนทั่่วไป
4.เชื้อชาติ มะเร็งต่อมลูกหมากโต พบในชายชาวตะวันตก,ยุโรปและอเมริกา และจากการสำรวจพบชายชาวเอเซียเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าชาติอื่น สาเหตุที่ชาวตะวันตกเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มากกว่าคนเอเชียจากการสำรวจพบว่าชายชาวตะวันตกชอบทานเนื้อสัตว์สีแดง มากกว่าคนเอเชีย ดังนั้นชาวตะวันตกจึงมีโอกาสเป็นมะเร็วต่อมลูกหมาก มากกว่าคนเอเชีย
ภาพแสดงค่า MRI ขนาดต่อมลูกหมากโต 4.6 ซม. (ขนาดปกติต่อมลูกหมากจะอยู่ที่ 2.8-4.0 ซม) ต่อมลูกหมากโตจะส่งผลให้ท่อปัสสาวะเล็กลง ทำให้ระบบการปัสสาวะเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวขัดลำกล้อง ปัสสาวะปวด ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น
การตรวจหาค่า PSA (Prostate-Specific-Antigen)
PSA เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากเซลส์ของต่อมลูกหมาก ซึ่งค่าปกติของ PSA อยู่ในช่วง 4 ng/ml นั่นหมายความว่าหากตรวจพบว่าค่า PSA มีค่าสูงกว่า 4 มีโอกาสสูงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว เพื่อความแม่นยำและชัดเจนแพทย์จึงทำการตัดเนื้อเยื่อเพื่อไปตรวจสอบหาค่าเซลส์ของมะเร็งอีกครั้ง
สาเหตุ ที่ค่า PSA สูง แต่ไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น
1.การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีผ่าตัด
2.รักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยการฉายรังสี
3.รักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยใช้เคมีบำบัด
4.รักษามะเร็งต่อมลูกหมากโดยใช้ฮอร์โมน
หมายเหตุ แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าคนไข้แต่ละท่านเหมาะสมกับการรักษาแบบใด
ระยะของมะเร็งต่อมลูกหมากมีผลและเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการที่จะให้แพทย์วินิจฉัยและส่งผลให้แพทย์หาวิธีรักษาได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องซึ่งอาจจะมีทางรักษาหายได้
มะเร็งต่อมลูกหมาก เราสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
1.ระยะแรกหรือระยะเริ่มต้น จะพบก้อนมะเร็งในต่อมลูกหมากเพียงกลีบเดียว ระยะนี้เชื้อมะเร็งจะยังไม่มีการแพร่เซลส์มะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
2.ระยะนี้เซลส์มะเร็งยังไม่มีการแพร่กระจาย เรียกว่าก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและเพิ่มเป็น 2 กลีบที่มีเซลส์มะเร็ง จากเดิมที่มีเพียงแค่ 1 กลีบ
3.ระยะแพร่กระจายของเซลส์มะเร็ง โดยเซลส์มะเร็งจะเริ่มกระจายออกมาสู่ภายนอก เช่น กระจายออกมาสู่ท่อน้ำเชื้อด้านข้าง
4.ระยะแพร่กระจายเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระดูก ถ้าหากว่ามะเร็งต่อมลูกหมากแพร่หรือกระจายไปยังกระดูก จะมีผลทำให้เจ็บปวดและทรมานมาก ถึงแม้แพทย์จะให้ยาแก้ปวดประเภทใดก็ตามคนไข้ก็จะยังเจ็บปวดมากนั่นเอง
รักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยแพทย์ทางเลือก โดยทีมนักวิจัยสถาบัน NSPI และ ดร.ณสพล โพธิ์วิจิตร เจ้าของรางวัล 9 เหรียญทองระดับโลก
นอกจากการรักษาด้วยสมุนไพรแบบเข้มข้นสำหรับท่านที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ยังใช้เจลเย็นประคบกับบริเวณที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากและการแช่น้ำเย็น เพื่อใช้ความเย็นช่วยขับน้ำเหลืองออกมาทางปัสสาวะ ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
2.โปรตีน DI8 Pro ในกรณีที่ผู้ช่วยเบื่ออาหาร หรืออ่อนเพลีย แนะนำให้คนไข้ทานโปรตีน DI8 Pro เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย วิตามิน ทั้งแร่ธาตุครบถ้วนสำหรับผู้ป่วย ทานเข้าไปแล้วร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปเลี้ยงร่างกายได้เลย โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอาหาร
3.โทเมซิง พลัส2 ประกอบด้วย สารไลโคปีนจากมะเขื่อเทศ ,วิตามิน B1,B2,B3 และซิงค์ออกไซด์ สารเหล่านี้มีฤทธิ์ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และนอกจากนี้ยังช่วยปรับฮอร์โมนเพศของท่านชายให้เข้าสู่สภาวะปรกติ
4.โอลิซ่า คิวเทน มีสารสกัดแกรมม่า ออริซานอล สูงถึง 100 mg.,มีโคเอ็นไซด์ คิวเทน และสารเซซามิน สารสกัดเหล่านี้ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และลดคอเรสเตอรอล นอกจากนี้ช่วยในการหลับลึกและช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี
5.วิตามินรวม มัลวิน ประกอบวิตามินมากมายใน 1 เม็ด=1,000 มก. มีสารประกอบดังนี้ วิตามิน B2,B5,B6,B12 ,CและSelenium วิตามินรวม จากการวิจัยพบว่าสารสกัดเหล่านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระ
7.เจลประคบเย็น ใช้เจลเย็นช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมลูกหมาก เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ความเย็นช่วยกระตุ้นของระบบไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น หากมะเร็งอยู่ในระยะของแพร่กระจายเซลส์มะเร็งหรือระยะลุกลาม ขอแนะนำให้แช่น้ำเย็นแทนก็จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลส์มะเร็งได้ดีกว่าการประคบเจลเย็น
เจลประคบเย็น ช่วยในการฟื้นฟู มะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยในการขับน้ำเหลือง ลดท้องบวมน้ำ
1.อาชิตองโกล์ด 6 ขวด ทานครั้งละ 2 ฝา ก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น
วิธีการรับประทาน(เขย่าขวดก่อนรับประทาน) ก่อนอาหาร 20-30 นาที
2.โทเมซิง พลัส2 (TOMAZING PLUS2) จำนวน 6 กล่อง (1 กล่องมี 30 แคปซูล) ทานก่อนอาหารครั้งละ 2 แคปซูล เช้า-กลางวัน-เย็น
3.โอลิซ่าคิวเทน (OLIZA Q10) 3 กล่อง (1 กล่องมี 30 แคปซูล) ทานก่อนอาหารครั้งล่ะ 1 แคปซูล เช้า-กลางวัน-ก่อนนอน
4.วิตามินรวม มัลวิน 3 กระปุก 1 กระปุก (มี 30 แคปซูล) ทานก่อนอาหารครั้งละ 1 แคปซูล เช้า-กลางวัน-เย็น
5.สิงหโมรา 3 กระปุก (1 กระปุก มี 30 แคปซูล) ทานก่อนอาหารครั้งละ 4 แคปซูล เช้า-กลางวัน-เย็น
6.เจลประคบเย็น ให้นำเจลเย็นไปแช่ช่องฟรีซ ประมาณ 2 ชม. แล้วนำมาประคบที่ต่อมลูกหมาก โดยนั่งทับไว้ประมาณ 30 นาที หมดความเย็นแล้วนำไปแช่ช่องฟรีซใหม่ ทำวันล่ะประมาณ 6 รอบ จะดีมาก
คำถาม มีผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยหลายๆท่านสอบถามว่าทำไหมต้องทานยาหลายตัวและเยอะมาก?
คำตอบ เนื่องจากอาหารเสริมแต่ละชนิดและแต่ละตัวมีคุณสมบัติและหน้าที่ที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน บำรุงร่างกายแต่ละด้านไม่เหมือนกันและต้องทานยาอย่างเข้มข้นและได้โด๊ส ถึงจะออกฤทธิ์ในการรักษาได้
คำตอบ สารเหล่านี้เป็นสารสกัดจากสมุนไพรซึ่งได้มีการสกัดเอาสารที่เป็นพิษต่อร่างกายออกไปแล้ว เพราะมีการสกัดเอาสารที่ออกฤทธิ์อย่างเข้มข้น ดังนั้นจึงสามารถทานต่อเนื่องได้ โดยไม่มีผลค้างเคียงต่อร่างกาย ตับและไต
1.แพทย์ตรวจโดยใช้เครื่องตรวจชี้วัดค่า PSA ว่าอยู่ระดับไหน ค่าปกติอยู่ที่ 0-4 NG โดยชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรตรวจเช็คค่า PSAปีละครั้ง
2.แพทย์ตรวจเช็คโดยใช้นิ้วสอดทางทวารหนักของคนไข้ คุณหมอจะใช้นิ้วคลำต่อมลูกหมากว่าผิวเรียบหรือขรุขระ หรือต่อมลูกหมากโตแข็งหรือไม่นั่นเอง
3.ตรวจโดยใช้วิธีการตัดชิ้นเนื้อไปเช็คว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
4.ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมากโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ว่ามีเซลส์มะเร็งหรือไม่
5.ตรวจมวลกระดูก หรือBONE SCAN ว่ามะเร็งต่อมลูกหมากกระจายไปสู่กระดูกหรือต่อมน้ำเหลืองหรือยัง
1.ยาลดกรด,ยาเคลือบกระเพาะ
2.ยาขับปัสสาวะ หากว่าปัสสาวะเองได้ ไม่ต้องทานยาเหล่านี้
3.ยาระบาย แก้ท้องผูก เพราะยาเหล่านี้จะทำลายจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ไปด้วย
เนื่องจากยาที่กล่าวมาเป็นยาเคมี หากทานต่อเนื่องเป็นระยะยาวหรือนานจะส่งผลให้มีสารตกค้างที่ไตและตับ ส่งผลให้ตับและไตทำงานหนักยิ่งขึ้น นำไปสู่โรคไตและไตอักเสบได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงจากยาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกาย